ผ่านชีวิตนักเรียนปีสามเทอมสองมาได้สองเดือนแล้ว...

สองเดือนที่ผ่านมาความวุ่นวายในชีวิตพลิกจากหน้ามือมาเป็นหลังมือเลย ทุกๆเทอมมันก็มีเรื่องยุ่งของมันอยู่แล้ว แต่มาเทอมนี้มันมีเรื่องของอนาคตที่มันจะส่งผลกับเราไปอีกอย่างน้อยก็สิบปีข้างหน้านี่แหล่ะ

มันคือ就職活動นั่นเอง...

บางทีเขาก็เรียกกันสั้นๆว่าชูคัทสึ(就活)คุยกับคนไทยก็เรียกกันสั้นๆว่า "ชู" (เช่น เฮ้ย แกชูที่นี่ใช่มั้ย) เรียกไปเรียกมาจะกลายเป็นชู(ครีม) อยู่แล้ว ส่วนภาษาอังกฤษก็ job hunting (เคยสงสัยว่าทำไมมันต้องเป็น hunting...แต่อ่านไปซักพักก็คงจะเริ่มนึกออก) 

ในเมืองไทยเวลาเขาหางานกันเขามักจะหางานกันช่วงปีสี่ท้ายๆไม่ก็หลังเรียนจบไปแล้ว แต่ที่ญี่ปุ่นนี่จะต่างกัน (และน่าจะมีแค่ในญี่ปุ่น) เพราะมันเริ่มหางานกันตั้งแต่ปีสามเทอมสอง (พวกรุ่นspring) ไม่ก็ปีสี่เทอมหนึ่ง(รุ่นfall) สำหรับเราที่เข้ามาพร้อมๆกับช่วงญี่ปุ่น ก็คือเดือนเมษา หางานเลยเริ่มหาไปพร้อมกับคนญี่ปุ่นนี่เลย เวลาเพื่อนที่เมืองไทยทักมาถามว่าจะกลับไทยไหม ก็บอกไปว่าก็คงยังไม่กลับจนกว่าจะหางานได้....หลายคนคิดว่าเป็นพวกฝึกงาน ทำinternship.....ไม่ใช่ค่ะ หางานแบบพร้อมจะเป็นมษุนย์กินเงินเดือนเลย

เราเองก็ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการหางาน ข้อมูลอาจจะไม่ละเอียดนักหรืออาจจะตกหล่น ถ้ามีผิดพลาดยังไงจะมาแก้ใหม่นะคะ

ระยะเวลาการหางานในญี่ปุ่นก็จะขอแบ่งคร่าวๆออกเป็นสี่ช่วงก็แล้วกัน

1.ช่วงเริ่มต้น (説明会ทั้งหลายแหล่) 

ส่วนใหญ่จะเริ่มกันตั้งแต่เดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายน โดนบริษัทต่างๆจะเริ่มเปิดสัมนาบรรยายเกี่ยวกับบริษัทตัวเอง เริ่มลงpre-entryในเว็บไซต์ของบริษัท ฯลฯ อีกมากมาย หน้าที่ของนักเรียนคือการตามหาข่าวสารเกี่ยวกับบริษัทที่ตัวเองสนใจแล้วก็เข้าไปฟังบรรยายนั้นๆ ฟังไปก็ไม่ใช่ว่าไปนั่งมองหน้าคนพูดอย่างเดียว ต้องดูด้วยว่าเป็นบริษัทรูปแบบไหน ผลิตอะไร หลักการ(เรียกมันว่า理念)ของบริษัทคืออะไร ฯลฯ อีกมากมาย 

สำคัญมากๆคือมองให้ออกว่าสภาพแวดล้อมของบริษัทนั้นเป็นยังไง (เรียกกันว่า社風 บางบริษัทเรียกกันเท่ๆว่าเป็น culture (文化)เลยก็มี  เพราะมันจะเป็นบริษัทที่เราอยากจะฝากตัวฝากใจกินเงินเดือนไปอีกหลายปี เช่น การแข่งขันภายในบริษัทสูงไหม มีการเปลี่ยนงานบ่อยหรือเปล่า ความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้ากับเพื่อนร่วมงานเป็นยังไง และที่สำคัญ(สำหรับคนต่างชาติ) คือบริษัทเปิดกว้างให้คนต่างชาติหรือเปล่า ในที่นี้คือยอมรับความแตกต่างของเชื้อชาติได้ บอสดูใจดี คอยให้ความช่วยเหลือ (เพราะบางบริษัทมันก็ไม่ได้คิดจะใส่ใจตรงนี้ ดีไม่ดีไม่คิดจะรับคนต่างชาติเลย)  

บริษัทในญี่ปุ่นมีหลายพันบริษัทมาก และแน่นอนว่าพวกบรรยายพวกนี้ก็มากตามด้วย บางบริษัทก็เรียกร้องให้เราไปฟังเขาบ่อยๆอย่างน้อยสองครั้ง (เช่นเคยฟังในโรงเรียนครั้งนึงก็ขอให้ไปฟังต่อที่โตเกียว) อันนี้จะขี้เกียจก็ไม่ได้เพราะบางบริษัทมันก็เอาการเข้าร่วมตัวนี้ในการคัดเลือกผู้เข้าสมัครเหมือนกัน บางบริษัทพออธิบายเสร็จก็ปิดประตูห้องแล้วก็ทำข้อสอบเลย (อันนี้ได้ยินจากรุ่นพี่ โหดมาก = [] =)

หลายคนอาจจะคิดว่า อ่าว อย่างนี้ก็เลือกไปฟังแต่อันที่ตัวเองสนใจก็ได้นี่นา....ขอบอกว่าเราเองก็เคยคิดอย่างนั้นเหมือนกัน แล้วนี่ก็ขึ้นอยู่กับความคิดของคนแต่ละคนด้วย เพราะมันจะมีบุคคลสองประเภท คือ 1.ฟังดะ มีที่ไหนไปแหลก 2.เลือกฟังแต่ที่ตัวเองชอบเท่านั้น

ถ้าเลือกอย่างที่สองต้องมั่นใจมากว่าใจเรามุ่งไปทางนี้จริงๆๆๆ เพราะจริงๆแล้วมีบริษัทหลายแขนงมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ที่ไม่เคยรู้ไม่เห็นมาก่อน อย่างเช่นบริษัทผลิตแต่แพ็กเกจ บริษัทผลิตแต่น็อต(จริงๆ) หรือบริษัทที่สร้างดิสนีย์แลนด์ (ฮา สนใจล่ะซี่) ยิ่งไปฟังมากก็จะยิ่งเปิดหูเปิดตาให้เราได้มาก บางทีเราอาจจะไปเจอบริษัทที่ถูกใจเราโดยที่เราไม่เคยเห็นไม่เคยนึกมากก่อนก็ได้

 2.เขียนentry sheet

หลังจากที่เราได้ไปฟังหลายๆบริษัทแล้ว ทีนี้เราก็มาเลือกว่าบริษัทไหนที่เริ่มถูกใจเรา อันนี้ถ้าจะสมัครดะ ขอบอกว่าอันนี้มันจะไม่เหมือนกับการไปฟังบริษัทที่แค่กรอกใบเข้าร่วมแล้วก็ไป ครั้งนี้ เราจะต้องมานั่งถามตัวเองว่า "ทำไมเราอยากจะเข้าบริษัทนี้"

....คำถามเดียวตกม้าตายคอหักกระดูกแตกไปหลายตลบแล้ว สมัครก็มีเป็นพันคน ฉะนั้นการที่จะไปเขียนให้มันเหมือนๆชาวบ้าน เช่น บริษัทดีเงินเดือนงามพนักงานเป็นมิตร...อันนี้ใครๆก็เขียนได้ค่ะ ต้องมาตีโจทย์ให้แตกว่า"ทำไมถึงอยากเข้่า" "เพราะอะไร" "บริษัทนี้ต่างจากบริษัทอื่นยังไง" ซึ่งบางบริษัทก็ไม่เคยได้ยินแม้แต่ชื่อเลย จะให้เขียนยังไง...ตรงนี้กลยุทธ์ใครกลยุทธ์มันสำคัญคือเราต้องขายตัวเองให้ได้ (หรือที่เขามักเรียกกันว่าหาSelling Point) 

ในเมื่อเราอยากจะขายตัวเอง(ให้กับบริษัท)ว่าชั้นอยากเข้าเพราะอย่างนั้นอย่างนี้....การที่จะทำให้การขายสมบูรณ์มากขึ้นก็คือ "แล้วเราสามารถทำอะไรให้กับบริษัทนี้ได้ล่ะ".....เออ ทำไมเขาจะต้องเอาเราไปสัมภาษณ์ด้วย เรามีดีอะไร เรามีความสามารถยังไง คนก็จะเริ่มโม้แตก ทำชมรมมาอย่างนั้น เรียนได้เกรดดีอย่างนี้ ทำอย่างนั้นอย่างนี้ๆๆๆๆๆ เพราะฉะนั้นเราสามารถทำ@##$%เพื่อช่วยบริษัทได้ (เพราะฉะนั้นเลือกหนูหน่อยนะคะ!!! <<<ความหมายแฝง)

เป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับคนเอเชียหลายคนที่มารู้ความจริงว่าผลการเรียนไม่ได้มีส่วนช่วยในเรื่องการสมัครงานแต่อย่างใด บางคนเรียนแทบเป็นแทบตายเกรดสูงลิ่ว บริษัทมาเห็นว่าเอาแต่เรียนจนไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์สังคมก็ไม่อยากจะรับก็มี ทุกวันนี้เราก็ยังรับไม่ค่อยได้เพราะเคยอยากเก็บเกรดไว้เรียนต่อ แต่ถ้าคิดจะหางานในญี่ปุ่นบางทีก็ต้องแลกกับผลการเรียนเหมือนกันเพราะไอพวกนี้มันชอบชนพวกเวลาเรียนเวลาสอบ (ไม่รู้มันจงใจแกล้งกันหรืออย่างไร มันโดนแจ็กพ็อตทุกที T _ T) เคยสงสัยว่าทำไมคนญี่ปุ่นไม่เห็นเครียดเรื่องเกรดเลย พอมาเห็นว่าบริษัมมันก็ไม่ดูผลการเรียน...เออนะ...ต่างคนต่างก็ไม่สนใจ

(แต่ที่ได้ยินมาเช่นPanasonicก็เคยขอเด็กที่ผลการเรียนยอดเยี่ยมไปทำงานเหมือนกัน อันนี้ก็แล้วแต่บริษัทด้วย) 

3.1 สอบข้อเขียน

เรียกว่า 筆記試験 เปรียบแบบกำปั้นทุบดินก็คือการสอบเข้าบริษัทนั่นแหล่ะ (อารมณ์นึกถึงสอบเอนทรานซ์เข้ามหาลัยเลย...)

วิชามันก็จะแบ่งออกเป็น เลข อังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น (น่าน เหมือนข้อสอบมหาลัยได้อีก) พวกบริษัทtrading company finance หรือบริษัทที่มันเคร่งๆ เฮี้ยบๆก็จะชอบใช้ข้อสอบในการคัดเลือกคน มีทั้งสอบความรู้รอบตัว รู้ตั้งแต่สมัยม.ปลาย วัดไอคิว....สารพัดที่บริษัทจะสร้างได้ อันนี้ขอบอกว่า "ยาก-โคตร-โคตร" โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาญี่ปุ่นที่คันจิไปขุดมาตั้งแต่สมัยไหน คนญี่ปุ่นด้วยกันยังบอกว่ายากเลยแล้วคนต่างชาติจะเหลือเหรอค๊า - -;;

สำหรับคนที่สอบผ่านตามเกณฑ์ก็จะได้เข้าสู่รอบสัมภาษณ์รอบต่อไป (เฮ) 

3.2สัมภาษณ์ (面接!!

หลังจากที่เขียนเอนทรี่ชีทจนหืดขึ้นคอ มานั่งลุ้นว่าผ่านไม่ผ่าน ก็ต้องมาสอบสัมภาษณ์อีก อันนี้อยากจะบอกว่า....ตัวแม่เลยล่ะ....น่ากลัวโคตรๆ ใครที่มีอิมเมจว่าคนญี่ปุ่นดูคิกขุอาโนเนะ ชอบพูดจาอ้อมๆทำตัวเขินอาย...ขอให้ลบอิมเมจนั้นออกไปจากใจอย่างถาวร เพราะเวลามันสัมภาษณ์ทีมันกะชนิดที่ว่ามันจะแทงเราให้ตายคาที่นั่งเลย

เราเคยสอบสัมภาษณ์จริงๆจังๆครั้งแรกคือตอนสมัครสอบทุนไปเรียนต่อที่เกียวโต (ก็เมื่อหนึ่งปีครึ่งมาแล้ว) ตอนแรกคิดว่าเขาจะถามคำถามแบบง่ายๆ ทำไมถึงอยากไป ไปแล้วจะไปทำอะไร.....มันก็ถามอยู่หรอกค่ะ แต่มันจะตามมาด้วยคำถามอื่นๆที่คาดไม่ถึง "ที่นั่นมันต่างจากที่อื่นตรงไหน" "หลักสูตรที่นี่มันไม่ดีหรือไง" "คุณมาพูดจาอย่างนี้เท่ากับมาว่ามหาลัยที่ให้ทุนคุณมานี่หว่า"....มีทั้งถามชวนเราเขว ถามชวนเราโกรธ ฯลฯ สารพัดเท่าที่คนสัมภาษณ์จะทรมานเราได้ คนที่ยังไม่เคยชินเช่นเราในตอนนั้น จำได้ว่าแทบจะน้ำตาไหนในห้องสัมภาษณ์กันเลยทีเดียว

ในบริษัทแต่ละที่การสัมภาษณ์ก็จะแตกต่างกันออกไป มีทั้งสัมภาษณ์กลุ่ม สัมภาษณ์เดี่ยว สัมภาษณ์กับพนักงานในบริษัท สัมภาษณ์กับหัวหน้าบริษัท(社長) ฯลฯ คำถามยอดฮิตที่แทบทุกบริษัทถามคือ

"ไหน ช่วยแนะนำตัวคุณเองภายในหนึ่งนาทีหน่อย"

อึ้งกิมกี่กันไปข้างนึง หนึ่งนาทีนี่จะต้องพูดอะไรบ้างเนี่ย พูดไม่ได้พูดอ้ำอึ้งเขาขีดฆ่าชื่อเราออกลูกเดียวเลยนะ... 

อย่างที่เรากล่าวไปตั้งแต่ข้อแรกๆว่าเวลาสมัครให้ดูสภาพแวดล้อมหรือวัฒนธรรมบริษัทนั้นๆไปด้วย เพราะบางบริษัทมันจะช่างถาม "ทำไม....ทำไม....ทำไม.....และทำไม...." หรือบางบริษัทจะชอบแหวกเช่น "ในทางกลับกัน ถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะ......" บางคนโดนถามจนขยาด ชนิดที่ว่าต่อให้ได้รับเลือกก็จะไม่เข้าทำงานเด็ดขาดก็มี 

จะยกตัวอย่างง่ายๆจากการเล่นRole Playในวิชา Business Japanese

คนถาม:ไหน จงบอกข้อดีของคุณมา

Eda: เป็นคนที่มีลักษณะการเป็นnegotiatorค่ะ

คนถาม: ไหน บอกตัวอย่างมาหน่อยได้ไหม

Eda: เคยทำงานเป็นstaffในงานอีเวนท์#### ที่ต้องติดต่อระหว่างหัวหน้าสต๊าฟ นักแสดง แล้วก็ผู้เกี่ยวข้องต่างๆ 

คนถาม: แล้วมันเกี่ยวยังไงกับข้อดีของตัวเอง

Eda: เพราะการติดต่อระหว่างคนพวกนี้ต้องอาศัยความรวดเร็วในการสื่อสารกับคนอื่นเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ซึ่ง ณ  ขณะนั้น เราจะต้องสื่อสารสิ่งที่นักแสดงหรือคนที่มาเข้าร่วมอยากจะสื่อให้กับหัวหน้าสต๊าฟและคนอื่นๆเพื่อที่ว่าเราจะได้สามารถสร้างอีเวนท์ที่ตรงตามคอนเซปต์เราและเอาใจคนดูได้ด้วยค่ะ

คนถาม: แล้วคิดว่าข้อดีนี้เกี่ยวข้องอะไรกับบริษัท

(To be continued)

เขาจะถามละเอียดมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆเพื่อให้รู้ว่าเราไม่ได้หลอกเขา บางบริษัทมันก็ไม่ได้มาใจดีมาไล่ถามทีละนิดๆอย่างนี้หรอก บางทีเราไม่ได้ตอบตรงกับที่บริษัทอยากจะหวังมันก็ขีดฆ่าชื่อเราทิ้งเหมือนกัน

และสำคัญที่สุด....มันไม่ได้มีแค่ครั้งเดียว...ต่ำสุดที่เคยเห็นคือสามครั้ง บางบริษัทก็มีเป็นสิบ(ไม่ได้เว่อร์นะ) สัมภาษณ์แต่ละรอบก็กดดันเหมือนอย่างที่ได้เล่ามาไว้ ทั้งรีดทั้งเฉือนจนชนิดที่ว่าเอาแต่โมเลกุลหัวกะทิ...

4. naitei (内定) <<< เรียกเป็นภาษาไทยไม่ถูกเพราะเขาเรียกกันแต่อย่างนี้

คำๆนี้เป็นคำที่พวกหางานทุกคนอยากจะประสบกับตัวเองให้ไวที่สุด เพราะมันหมายถึงชัยชนะที่แท้จริง หลังจากที่ผ่านการถูกทารุณกรรมอย่างสาหัสมาตั้งแต่แรกเริ่ม

พวกปีสามใหม่ๆ(รวมถึงเราด้วย)ก็คิดอย่างนั้นซะจนผู้ใหญ่หรือรุ่นพี่บางคนก็ขู่ว่า มันไม่ใช่เส้นชัยของชีวิตนะ มันคือ"การเริ่มต้น" ต่างหาก บางบริษัทจะเริ่มเรียกเราไปtraining ก่อนเข้าทำงานจริงบ้าง มีเซ็นสัญญาอะไรต่อมิอะไรมากมาย สัญญานี่ก็ต้องมีระวังเหมือนกันนะ(อะไรเนี่ย อุตส่าห์ได้งานแล้วต้องมาระวังอีกเหรอ = [] =?) เพราะสัญญาบางบริษัทมันจะแอบกำกวม

ขอยกตัวอย่างของรุ่นพี่คนนึง จำไม่ได้ว่าเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นไว้ว่ายังไง แต่มีความหมายโดยนัยว่า "จะจ้างกี่ปีไม่รู้....ฉะนั้นจะไล่(ให้)ออกเมื่อไหร่ก็ได้...." แบบว่าเหวอเลยเพราะภาษามันถ้ามองผ่านๆมันก็ดูไม่เห็นมีความหมายลึกซึ้งอะไร คนญี่ปุ่นมาตีความให้อ้าปากค้างเป็นแถว

 

 ในสี่ขั้นตอนทั้งหมดนี่ เรายังอยู่แค่ช่วงที่หนึ่งกับสอง เพราะเขียนentryมักจะเริ่มประมาณเดือนกุมภา-มีนา ส่วนสัมภาษณ์ก็จะเริ่มประมาณเมษา-พฤษภา จะได้รับnaiteiช้าหรือเร็วก็ขึ้นอยู่กับบริษัท แต่ทั้งหมดนี้จะเสร็จสิ้น"ก่อนเรียนจบ" สั้นๆง่ายๆคือถ้าใกล้จะเรียนจบแล้วยังไม่ได้งานก็เตรียมแผนสองไว้เลยว่าจะกลับประเทศหรือจะเรียนต่อ

(เคยรู้จักเพื่อนคนอินโดที่ได้naiteiอาทิตย์สุดท้ายของภาคเรียน....เฉียดฉิวมากๆ)

อย่างที่หัวชื่อเราบอกว่า "หลายอย่างที่ต้องคิด..." เพราะมันจะต้องคิดว่าต่อจากนี้เราจะเอายังไงกับชีวิตดี อยากจะทำงานแบบไหน อยากจะเป็นอะไรในอนาคต แถมต้องมาจัดการเรื่องตารางการเรียน ตารางชีวิตในระยะยาวอีก 

ถึงจะยังอยู่แค่ขั้นตอนระหว่างหนึ่งกับสองก็แอบสูบพลังชีวิตไปไม่น้อยเหมือนกัน ต้องวิ่งไปฟังบรรยายบริษัทนั้นนี้ ใส่สูทไปไหนมาไหนตลอด(จนจะเป็นชุดนักเรียนอยู่แล้ว) และที่สำคัญคือ มันเป็นภาษาญี่ปุ่น (สำหรับคนที่เรียนญี่ปุ่นสูงๆไปจนถึง敬語คงรู้น่ะนะว่าการพูดการจา คำศัพท์มันจะแตกต่างจากชีวิตจริงนิดหน่อย)  ก็หวังว่าตัวเองจะยังสามารถอึดต่อไปได้ (หัวเราะ)

พักจากเรื่องเครียดหันมาดูสโนว์แมนที่เจอโดยบังเอิญดีกว่า〜

 

(ถ่ายจาก湯布院)

/me อีกไม่นานก็ใกล้จะคริสมาสแล้ว จะทำอะไรดีน๊า >_< 

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณสำหรับความรู้ใหม่นะคะ >_<

#10 By N (103.7.57.18|119.46.191.20) on 2013-02-23 21:19

qmOSp6 <a href="http://eqzyiwtvoueg.com/">eqzyiwtvoueg</a>, [url=http://djhtrcippjch.com/]djhtrcippjch[/url], [link=http://vyogowvllzze.com/]vyogowvllzze[/link], http://vvkznfcmvfpx.com/

#9 By hghbwoxyrl (173.212.250.90) on 2010-06-09 13:10

อ่านแล้วรู้สึกถึงความโหดร้าย T^T พยายามเข้านะครับ

#8 By Chuy on 2009-12-09 10:14

ง่ะ หางานแล้วเรอะคะท่านแม่

สู้ๆค่ะ ลูกเป็นกำลังใจให้ อิอิ

#7 By  めゆみ on 2009-12-06 20:35

สู้เค้าเน้อน้องรัก ตามที่เค้าเคยพูดกันไงว่าลำบากก่อนสบายทีหลัง ขอให้หางานได้ไวๆน้อ * */

คริสต์มาสนี้ก้ไปดูไฟสวยๆตามร้าน กินอาหารอร่อยๆ กินเค้กให้เต็มพุง อ่า มันช่างมีความสุขนัก 5555

สุดท้าย รักษาสุขภาพด้วยนะจ๊ะconfused smile

#6 By [S]ilver [M]oon on 2009-12-04 13:16

สู้เค้านะนู๋เมย์ T[]T/

#5 By RinsChan on 2009-12-04 13:11

อ่านแล้วแบบว่าท่าทางจะเหนื่อยมากๆเลยล่ะนะเค๊อะ

พี่เมย์ก็พยายามเข้านะค่ะ พักผ่อนเยอะ รักษาสุขภาพด้วยยย
หลายขั้นหลายตอน ไม่ง่ายเลยที่จะใช้ชีวิตอยู่ที่นั้น
จริงๆเมื่อโตขึ้นก็น่าจะรู้น่าจะเห็นถึงความยากของชีวิตที่มีมากขึ้น

และจุดจบของสิ่งหนึ่ง ก็คือจุดเริ่มต้นของอีกสิ่งหนึ่ง
วนเวียนไปไม่รู้จบ

ขอให้โชคดี มีพลังกายพลังใจกับโลกแห่งความเป็นจริงครับ big smile

#3 By Asda on 2009-12-04 09:46

อ่านแล้วนึกถึงคำๆนึงที่มีคนเคยพูดกับเรา...
"ชีวิตไม่สำเร็จรูปเหมือนมาม่าเติมน้ำร้อนก็จบ"
ปล. แอบเหมือนกำลังอ่านชีทย่อวิชาแมนเนจอยู่เลยนะเนี่ย=w="กว่าจะหางานได้ มันช่างทรหดจริงๆ

#2 By ★『wavie』☆ on 2009-12-04 04:03

โหดทรหดดีจริงๆ ถ้าได้เข้าทำงานก็ถือว่าเก่งมากแล้วล่ะ ขอให้หางานได้ไวๆนะจ๊ะ confused smile

#1 By Taki on 2009-12-04 00:05